สอนวิธีการอ่านออกเสียงของตัวอักษร📕

0 Comments

น้องๆ หนูๆ รู้หรือไม่ ตัวอักษร และ การออกเสียงของตัวอักษร 📖 เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการอ่านที่น้องๆ หนูๆ ต้องเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็ก 👶 จะทำให้น้องๆ เกิดความมั่นใจสนุกไปกับการอ่านรักในการอ่าน🤗 การสอนจะต้องมีความสนุก ไม่กดดัน เพื่อให้น้องๆ หนูๆ ผ่อนคลายอยากที่จะเรียนรู้ น้องๆ จะชอบ และ อยากที่จะอ่านค่ะ ดังนั้นอย่ารอช้ารีบมาสมัครเรียนกับเรา ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งความสนุก มาเรียนกันได้เลยยยย 😍 🎆

❤ สอนอย่างไรดี? ❤

1. Alphabet chart เป็นตัวช่วยสำคัญในการสอน

ควรหา chart ที่มีตัวอักษร ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก และ คำศัพท์ของตัวอักษรนั้นๆ เพื่อให้น้องๆ ได้เข้าใจภาพรวม

สอนให้เป็น pattern คือ ชี้ ตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก เสียงของตัวอักษร และ คำศัพท์
เช่น “A a แอะ-แอะ apple, B b เบอะ-เบอะ ball….” จนครบ โดยใช้ความเร็วในการพูดเป็นจังหวะสนุกๆ ไม่งั้นเด็กจะเบื่อได้ง่าย 🍎 ⚽

หรือเล่นเกมจาก alphabet chart โดยให้หาตัวอักษร หรือคำศัพท์ ตามที่บอกไป เช่น “ใครเห็น L l lion บ้างน้า”

และ ถ้าเริ่มเก่งขึ้นแล้วอาจให้น้องๆ เล่นเกม หาเฉพาะตัวอักษร หรือ คำศัพท์อย่างเดียว เช่น
“ใครเจอตัว M ก่อนกันเป็นผู้ชนะ”
“ใครหา pig เจอบ้าง”🐷

หรือบอกคำศัพท์ที่ไม่มีใน chart แต่ให้น้องๆ หา alphabet ที่ขึ้นต้นของคำศัพท์นั้น เช่น ใน chart ตัว T เป็นรูป tree เราก็ถามว่า “คำว่า เทอะ-เทอะ train ขึ้นต้นด้วยตัวไหนน้า” 🌲 🚂 หรือชี้ตัวอักษร H บอกว่า “H h ฮะ-ฮะ hat” “มีคำอะไรที่ขึ้นต้นด้วย H อีกบ้างน้า…ใช่จ้ะ house, horse…”

2. Alphabet song และ Phonics song

นอกจากการสอนเรื่องตัวพิมพ์ใหญ่ และ ตัวพิมพ์เล็กแล้ว ควรสอนน้องๆ ในการออกเสียงที่ถูกต้องของตัวอักษรนั้นๆ ด้วย โดยเปิดคลิปให้น้องๆ ดู เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเสียง และ ตัวอักษร

สำหรับเด็กเล็ก หากคุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องสื่อหน้าจอ อาจประยุกต์โดยเปิดเพลงให้ฟังพร้อมกับชี้ตัวอักษรให้ดูจากแฟลชการ์ดหรือ chart แทนก็ได้

3. Matching pair:

เกมนี้นอกจากจะช่วยให้น้องๆ คุ้นเคยกับตัวอักษรแล้ว ยังเป็นการกระตุ้น Short term memory ได้อีกด้วย

วิธีเล่นคือ ให้เตรียมการ์ด A-Z อย่างละ 2 ชุด (รวม 52 ใบ) นำมาเรียงสลับคว่ำหน้าการ์ดไว้🔠🤩

ผลัดกันเปิดทีละ 2 ใบ ถ้าเจอคู่ตัวอักษรเดียวกันให้เก็บไว้

สำหรับเด็กเล็ก ควรใช้การ์ด 2 ชุดที่เหมือนกันเป๊ะ (uppercase-uppercase หรือ lowercase-lowercase letter) เพราะเด็กเล็กส่วนใหญ่จะยังจับคู่ uppercase-lowercase ไม่ค่อยคล่อง จะแยกแยะได้เพียงแค่ว่า รูปร่างของตัวอักษรนั้นเหมือนหรือต่าง ยังไม่สามารถรู้ความสัมพันธ์ได้

สำหรับเด็กโตหน่อย อาจปรับเป็น ให้จับคู่ uppercase-lowercase letter หรือ จับคู่ตัวอักษรกับคำศัพท์ของตัวอักษรนั้น เช่น “c” กับภาพ “cat”

ใครเก็บการ์ดได้จำนวนมากกว่าเป็นผู้ชนะ

พยายามแทรกเนื้อหาของตัวอักษรที่หยิบได้ เช่น เปิดได้ภาพ แมว ก็พูดกับลูกว่า “อีกใบแม่ต้องเปิดได้ตัว c แน่เลย เพราะ c…เคอะ-เคอะ…cat”🐈️

4. Handwriting

จุดประสงค์ของวิธีนี้ก็คือ การเพิ่ม Letter recognition และพัฒนา Writing skill

ให้เตรียมกระดาษที่มีจุดประของตัวอักษรแต่ละตัว ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก

ก่อนจะเริ่มเขียน ให้พยายามคุยเรื่องตัวอักษรนั้นๆ เช่น
“หนูว่าตัวนี้คือตัวอะไรจ๊ะ…ใช่จ้ะ นี่ตัว A”
“แล้วตัว A มันออกเสียงยังไงน้า…ใช่จ้ะ A ออกเสียง แอะ-แอะ”
“อะไรบ้างน้าที่ขึ้นต้นด้วยตัว A…Ant, Apple…”

ก่อนจะให้ลูกเริ่มเขียน ให้แม่เขียนให้ดูก่อน เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของตัวอักษรแต่ละตัว แล้วลองจับมือลูกเขียน แล้วสุดท้ายค่อยให้ลูกลองเขียนเองแบบไม่ต้องจับมือ 📄

วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องสอนเรียงลำดับจาก A ถึง Z แต่ควรเริ่มที่ ตัวอักษรที่เขียนง่ายก่อน เช่น B, D, E, F, M, N, P, R เพราะมีวิธีเริ่มเขียนที่คล้ายกัน นั่นก็คือ ต้องลากเส้นตรงลงมาก่อน

นอกจากนั้นควรเริ่มสอน vowel (A,E,I,O,U) ตั้งแต่แรกๆ เพราะเป็นตัวอักษรที่ใช้บ่อย หากเด็กคุ้นเคยกับตัวอักษรเหล่านี้ ก็จะเริ่มสอน two letter หรือ three letter words ได้เร็ว

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรสอนก็คือ ให้เด็กเขียนชื่อของตัวเองได้ เพราะเด็กมักจะสนใจและอยากที่จะทำได้มากขึ้น

ควรเริ่มฝึกที่ตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะลักษณะการลากมือเขียนจะง่ายกว่าตัวพิมพ์เล็ก

ในการเรียน phonics สิ่งที่สำคัญก็คือ ควรพยายามทำให้เป็นเรื่องสนุก และชมเชยน้องๆทุกครั้งที่ทำได้สำเร็จ เพราะการชมเชยจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของน้องๆค่ะ🤩😋

Add Us on LINE @duphonics